วันเสาร์, 28 มีนาคม 2026 | 1:22 pm
38 C
Thailand
เสาร์, มีนาคม 28, 2026
spot_img
spot_img

สปสช.จับมือเครือข่าย เปิดหน่วยจัดเก็บสิ่งส่งตรวจ DNA โรงพยาบาลเลย เพิ่มโอกาสเข้าถึงสิทธิ “บัตรทอง”

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 นางสาวดวงนภา พิเชษฐ์กุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พร้อมด้วย นพ.นพรัตน์ พันธุเศรษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 8 อุดรธานี ลงพื้นที่จังหวัดเลย เพื่อร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการและร่วมเปิดหน่วยจัดเก็บสารพันธุกรรม (DNA) ณ โรงพยาบาลเลย ความร่วมมือครั้งนี้ เกิดจากสปสช.ได้ร่วมกับหลายภาคส่วนบูรณาการเพื่อพิสูจน์สถานะหรือตรวจสอบสิทธิสถานะประชาชนคนไทยที่ไร้สิทธิ์ ที่มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน หรือMOU มาตั้งแต่ปี 2563 ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานคร สสส. มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เป็นต้น


โดยมี นางสาวดวงนภา พิเชษฐ์กุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมและเปิดหน่วยจัดเก็บสารพันธุกรรม (DNA) โรงพยาบาลเลย พร้อมด้วย นายแพทย์รวมพล เหล่าหว้าน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย นายแพทย์นพดล พิษณุวงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลย แพทย์หญิงระพีพรรณ จันทร์อ้วน รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย ในฐานะประธานคณะทำงานกลไกคุ้มครองสิทธิจังหวัดเลย ทันตแพทย์หญิงจุฑารัตน์ จินตกานนท์ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นางสาววรรณา แก้วชาติ จากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และผู้แทนจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เข้าร่วมประชุมที่ห้องภูหลวง โรงพยาบาลเลย อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย


นายแพทย์นพดล พิษณุวงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลย ในฐานะหน่วยจัดเก็บสิ่งส่งตรวจ กล่าวว่า โรงพยาบาลเลยมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และกระบวนการดำเนินงานในการจัดเก็บสารพันธุกรรม (DNA) ตามมาตรฐานที่กำหนด โดยได้เตรียมระบบการให้บริการที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ การเป็นหน่วยจัดเก็บสิ่งส่งตรวจในครั้งนี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการได้ใกล้บ้าน ลดขั้นตอน และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สถานะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ขอย้ำว่า การตรวจยืนยันสายพันธุ์กรรมเรามีความชำนาญ แม่นยำ รัดกุม มันสามารถทำให้ทุกคนที่มั่นใจว่าเป็นคนไทยต้องการยืนยันตัวตนเพื่อรองรับสิทธิ์ที่ทางราชการ สามารถมาใช้บริการได้” นพ.นพดล ผอ.รพ.เลย กล่าวและว่า ส่วนที่ยังมีประชาชนคนไทยที่ตกหล่นไม่มีบัตรประชาชนไร้สิทธิ์ตรงนี้อาจจะเป็นข้อมูลทางทะเบียนในอดีตอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่เข้าถึงบริการลำบาก หรือเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายแดน ที่จ.เลยติดกับประเทศลาว เช่น ความสัมพันธ์ทางครอบครัว และมีลูกไปใช้ชีวิตที่ประเทศเพื่อนบ้าน พอถึงระยะหนึ่งกลับมาใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องใช้กระบวนการร่วมกับกรมการปกครอง จากการดำเนินงานที่ผ่านมากระบวนการได้สิทธิมาขึ้นอยู่กับกระบวนการรอบข้าง ถ้าเราสามารถหาเครือข่ายเครือญาติมาตรวจร่วมกันได้ ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้ทราบพิสูจน์เร็วขึ้น

ด้านแพทย์หญิงระพีพรรณ จันทร์อ้วน รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย ในฐานะประธานคณะทำงานกลไกคุ้มครองสิทธิจังหวัดเลย กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดเลยยังพบปัญหาคนไทยที่ไม่มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งเมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลมักประสบปัญหาต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง เนื่องจากไม่อยู่ในสิทธิการรักษาใด ๆ ซึ่งปัจจุบันเราพบ case โดยตรง 60 ราย ที่อยู่ระหว่างการนำเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

“ต้องมีการสอบประวัติก่อน การเก็บสิ่งส่งตรวจ นายทะเบียนต้องสอบถามประวัติพอสมควร เพราะประเทศเพื่อนบ้านบางคนเป็นญาติพี่น้องกันบางอำเภอเดินข้ามแม่น้ำกันไปมาได้เลย คิดว่าคงใช้เวลานานพอสมควรในการเก็บสิ่งส่งตรวจเพราะเราเป็นรอยต่อ ทางรพ.สต.อาจต้องประสานกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในชุมชนเพื่อจะช่วยสอบเสาะหาผู้แวดล้อมอ้างอิง การเก็บสิ่งส่งตรวจต้องผ่านกระบวนการของนายทะเบียนมาก่อนสุดท้ายถึงมาตรวจดีเอ็นเอ ครั้งนี้เราเปิดหน่วยจัดเก็บสารพันธุกรรมดีเอ็นเอที่รพ.เลยมีผู้มาเก็บสิ่งส่งตรวจจำนวน 6-7 ราย และผู้คู่เทียบอ้างอิงว่ามีความเป็นพ่อแม่พี่น้องสายเลือดเดียวกัน” รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย กล่าว


ด้าน นายแพทย์วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า การจัดตั้งหน่วยจัดเก็บสิ่งส่งตรวจสารพันธุกรรม (DNA) ในระดับพื้นที่ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลให้มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนที่ประสบปัญหาสถานะทางทะเบียน ซึ่งจำเป็นต้องใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในการยืนยันความสัมพันธ์ทางสายโลหิต ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ให้การสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ มาตรฐาน ขั้นตอนการดำเนินงาน และการควบคุมคุณภาพของการจัดเก็บสิ่งส่งตรวจ เพื่อให้ผลการตรวจมีความน่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาทางกฎหมายและสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาลให้เป็นหน่วยจัดเก็บสารพันธุกรรม ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการใกล้บ้าน และทำให้กระบวนการพิสูจน์สถานะเป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาเครือข่ายแล้วกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนขยายให้ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพต่อไป

“หน่วยงานที่รพ.เลยถือเป็นแห่งที่ 2 ภาคอีสานตอนบน ที่กระทรวงยุติธรรมแห่งความสำคัญเป็นรอยต่อพื้นที่เพื่อนบ้านและเรื่องเชื้อชาติที่ปฏิเสธ โอกาสที่จะพบความเกี่ยวพันธุ์ครอบครัวมีมากในพื้นที่ดังกล่าว และยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังเพิ่มโหนกจ.เลยในการตรวจสอบดังกล่าวให้กับประชาชนเข้าสู่กระบวนการอย่างรวดเร็ว” ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าว


ด้าน นางสาวดวงนภา พิเชษฐ์กุล รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การเปิดหน่วยจัดเก็บสิ่งส่งตรวจ (DNA) โรงพยาบาลเลย ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง และภาคีเครือข่าย เพื่อให้ประชาชนกลุ่มตกหล่นทางทะเบียนสามารถเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สถานะได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีความพร้อมในความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ลดความเหลื่อมล้ำ และขยายโอกาสการเข้าถึงสิทธิ “บัตรทอง” ให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

นางสาวดวงนภา รองเลขาธิการสปสช. กล่าวต่อว่า การที่สปสช.ได้ร่วมกับหลายภาคส่วนบูรณาการเพื่อตรวจหาพันธุ์กรรม(DNA)เพื่อพิสูจน์สถานะ หรือตรวจสอบสิทธิสถานะประชาชนคนไทยที่ไร้สิทธิ์ หรือขาดหลักฐานในการรับรองสิทธิสถานะเมื่อยามเจ็บป่วย ที่จ.เลยนั้น เกิดจากที่ความร่วมมือทุกภาคส่วน สปสช.ได้มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน มาตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน ต้องขอขอบคุณกระทรวงมหาดไทย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เราเปิดโรงพยาบาลมีส่วนรวมในการพิสูจน์สารพันธุกรรมต่างๆเหล่านี้ นอกจากการซักประวัติของกระทรวงมหาดไทยแล้ว บางส่วนต้องพิสูจน์ด้วยการตรวจสอบสารพันธุ์กรรมได้รับความร่วมมือจากรพ.ในการเก็บสิ่งส่งตรวจให้ รพ.เลยก็เป็นหน่วยที่ 32ในการเก็บสิ่งส่งตรวจ ครอบคลุม 21 จังหวัดทั่วประเทศ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในการให้องค์ความรู้ ในการพิสูจน์และสนับสนุนงบประมาณกับทางรพ. ทั้งนี้เพื่อนำคนไทยให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการของรัฐ

รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวต่ออีกว่า จากการดำเนินการที่ผ่านมา ได้มีการค้นหาประชาชน เข้ามาเพื่อการดำเนินการตรวจพิสูจน์สถานะ จำนวน 2,700 คน และได้รับการคืนสิทธิ จำนวน 1,045 คน โดยมีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมในการจัดเก็บสารพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ แล้ว จำนวน 31 แห่ง ใน 21 จังหวัด เฉพาะในเขตสุขภาพที่ 8 มี 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลนครพนม และที่โรงพยาบาลเลย ที่เรามาร่วมกันในครั้งนี้

คุณนงนวล รัตนประทีป จากสำนักข่าวนิวส์อะไลฟ์ ได้ร่วมสัมภาษณ์ นางบุญทัน กายสิทธิ์ น้องสาว(บุคคลอ้างอิง) อายุ 59 ปี อาศัยอยู่ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ บิดา มารดา เป็นคนไทย มีความประสงค์ขอเพิ่มชื่อ นายอุดม ปักฐิน พี่ชาย (พี่น้องร่วมบิดามารดา) ผู้มีปัญหาทางสถานะ อายุ 75 ปี เข้าทะเบียนบ้านตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งสำนักทะเบียนเซกาได้ตรวจผู้ยื่นคำรอง ผู้มีปัญหาสถานะ และพยาน ตลอดจนพิจารณาเอกสารที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีความจำเป็นต้องตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิที่ตกหล่นทางทะเบียน

นางบุญทัน เล่าว่า ได้พาพี่ชายซึ่งเป็นคนโตที่ตกหล่นไม่มีบัตรประชาชนมารับสิทธิ์ทำบัตร ตนและพี่ชายมีพี่น้องด้วยกันทั้งหมด 8 คนพ่อแม่เดียวกัน พี่ชายเป็นคนที่ 1 ส่วนตนเป็นคนที่ 6 แต่พี่ชายเป็นคนขี้เมาไม่อยู่เป็นหลักแหล่งเอกสารต่างๆก็หายไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้ว่าเป็นคนไทย ก่อนหน้าป้าก็ยังเล็กไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร พอดีมีคนบอกก็เลยพากันมา ก่อนหน้านั้นไปแจ้งทางปกครองก็ไม่ทำให้เพราะไม่มีเอกสารอ้างอิงได้ สงสารอยากให้พี่ชายมีบัตรเหมือนกับน้องๆ ไปรพ.จะได้ไม่ต้องเสียเงินได้สวัสดิการอื่นๆเหมือนตน “การมาทำบัตรให้พี่ชายไม่ยุ่งยาก เพราะมีผู้นำชุมชนมาด้วย”

ส่วนลุงอุดม ปักฐิน อายุ 75 ปี พี่ชายนางบันทัน ผู้มีปัญหาทางสถานะ เข้าทะเบียนบ้านน้องสาว จังหวัดบึงกาฬ เล่าว่า ดีใจมาก ทำให้ชีวิตตนดีขึ้นเพราะจะได้สิทธิทุกอย่างเหมือนกับน้องๆ เวลาเจ็บป่วยจะได้ไปอนามัย รพ.ได้ ไม่ต้องเสียเงินเองเพราะทุกวันนี้ก็ลำบากมาก และไม่ต้องถูกเพื่อนล้อและดูถูกว่าเป็นคนไร้สิทธิ์ ไม่มีบ้าน เป็นไอ้คนลาว และสบายใจ ขอขอบคุณทุกภาคส่วน รพ. ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ที่ช่วยให้ตนได้ทำบัตรประชาชน


ส่วน นางสาวติ้ง โคตรบ้ง อายุ 60 ปี ชาวลาว และเป็น บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน อาศัยอยู่ตำบลห้วยพิชัย อำเภอปากชม จังหวัดเลย มีความประสงค์ขอเพิ่มเข้าทะเบียนตนเอง สำนักทะเบียนอำเภอปากชม ดำเนินการสอบสวนปากคำผู้ร้อง ผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียนและพยาน นายกี โคตรบ้ง บิดา อายุ 79 ปี ต.ห้วยพิชัย พบว่ามีความจำเป็นต้องตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิที่ตกหล่นทางทะเบียน ต่อไป

นางสาวติ้ง เล่าถึงความรู้สึกที่จะได้ตรวจดีเอ็นเอยืนยันตัวตนว่าเป็นคนไทย100% ว่า รู้สึกดีใจมากแบบสุดๆ เดิมตนมีแม่เป็นคนลาวอยู่แขวงเวียงจันทร์ และมีพ่อเป็นคนไทยชื่อนายกี โคตรบ้ง ปัจจุบันอายุ 79 ปี ต.ห้วยพิชัย กลับมาอยู่เมืองไทยกับพ่อ เพราะแม่เสียชีวิตและพ่อได้แต่งงานใหม่กับคนไทยตั้งแต่ตนอายุ 16 ปี เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ผู้นำชุมชนในหมู่บ้านได้ให้ตนไปทำบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนหรือ(กลุ่มชาติพันธุ์ตกสำรวจ)คนไร้สิทธิ์ บัตรต่างด้าว ตอนนั้นอายุ 45 ปีแล้วแต่ก็ยังทำบัตรประชาชนคนไทยไม่ได้ พอดีมีโครงการฯมา และบอกว่าถ้าอยากได้บัตรประชาชน13 หลัก ต้องไปตรวจดีเอ็นเอยืนยันอีกครั้งที่รพ.กับพ่อ ตอนแรกจากเจ้าหน้าที่ปกครองบอกว่าต้องไปตรวจที่จ.ขอนแก่นหรือไม่ที่โคราช ซึ่งไกลมากพ่อเดินทางไม่ไหว แต่วันนี้ที่รพ.เลยมีโครงการฯ บ้านอยู่ห่างจาก รพ.เลยไม่ไกลมากประมาณ 120 กิโลเมตร ทางผู้ใหญ่บ้านและทางปกครองเป็นคนพามา อยากขอบคุณทุกหน่วยงานที่ช่วยเหลือที่ทำให้ตนในฐานะคนไทยคนหนึ่งเหมือนกันได้รับสิทธิ์ต่างๆ ไม่ใช่คนลาวอีกต่อไป

บทความที่เกี่ยวข้อง
- Advertisment -spot_imgspot_img

บทความยอดนิยม

- Advertisment -spot_img

ความคิดเห็นล่าสุด

- Advertisment -spot_img