
นพ.วีระศักดิ์ ดำรงพงษ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งระบบบทางเดินอาหารที่พบมากที่สุด และเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งทั้งหมดในเพศชาย และอันดับ 4 ของเพศหญิง อุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งและอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในประเทศไทย พบผู้ป่วยรายใหม่ ประมาณปีละ 10,000 ราย การเสียชีวิตประมาณ 3,000-4,000 ราย/ปี รองจาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด และ มะเร็งเต้านม
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่เชลล์มะเร็งจะก่อตัวขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อของลำไส้ใหญ่ พบทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากในอายุ ระหว่าง 50-70 ปี ส่วนปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่ ได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรม มีประวัติญาติในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มีประวัติเป็นลำไส้อักไส้อักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนานเกิน 3 ปี มีประวัติพบเนื้องอก (Polyps) ในลำไส้ เคยเป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม การคัดกรองในระยะเริ่มต้น จึงมีความสำคัญในการช่วยตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ การตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ หรือการตรวจด้วยเครื่องเอกชเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonoscopy) แนวทางเวชปฏิบัติหากพบการผิดปกติและได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะลุกลามได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม รพ.คลองขลุง มีนโยบายในการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เป็นการตรวจคัดกรองและตรวจยืนยันมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยการตรวจคัดกรองอุจจาระด้วยวิธี FIT Test และหากพบความผิดปกติมีผลเป็นบวกจะมีการดำเนินการตรวจยืนยันด้วยการส่องกล้อง (Colonoscopy)
ในปีนี้ โรงพยาบาลคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ได้วางแผนเพื่อพัฒนาระบบริการด้านมะเร็งและเพิ่มศักยภาพด้านมะเร็ง จัดโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงโดยวิธี Colonoscopy อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ปีงบประมาณ 2569” เป็นความร่วมมือระหว่าง โรงพยาบาลคลองขลุง – ศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ สปสช.
ในโครงการจะมีการให้บริการผู้ป่วยด้านการทำหัตถการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ระหว่างวันที่ 21 – 22 มีนาคม 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในประชากรที่อยู่ในเขตอำเภอคลองขลุง และพื้นที่ใกล้เคียง
“ส่วนเรื่องความพร้อมจ.กำแพงเพชร เราโชคดีที่ได้หมอเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงและรพ.ชุมชนทุกแห่งรวมกันกระจายกันทำทั้งจังหวัด วันนี้ทีมแพทย์จากจุฬาฯเข้ามาที่รพ.คลองขลุง รูปแบบการบริการนี้ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย การรอคอยก็ไม่ต้องรอนาน โดยนโยบายเราให้ความรู้และให้ความตระหนักรู้โรคมะเร็งที่มีความสำคัญอย่างมาก ถ้าเราพบได้เร็วการรักษาได้ง่ายขึ้น ลดความสูญเสีย ทุพรภาพ การเสียชีวิต”นพ.วีระศักดิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร กล่าว

ด้าน นพ.โพธิศรี แก้วศรีงาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคลองขลุง จ.กำแพงเพชร กล่าวว่า เรื่องของมะเร็งลำไส้ใหญ่ถือว่าเป็นการป่วยและเป็นสาเหตุการตายอันดับ1 อ.คลองขลุง เราพบว่ามะเร็งมีหลายสาเหตุ แต่ละปีจะพบผู้ป่วยรายไหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้เสียชีวิตถึง 38 ราย กลุ่มนี้เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว อีกทั้งไม่ได้มีการคัดกรองก่อน เคสสะสมมีอยู่ในอำเภอคลองขลุงจำนวน 270 กว่าราย ถือเป็นปัญหาสำคัญ เป็นที่มาว่าทำไมถึงมีโครงการส่องกล้องนี้ขึ้น ซึ่งเป็นการรวมแรงรวมใจหลายภาคส่วน หลายรพ. หลายคุณหมอ ร่วมกัน สถิติจริงแล้วเป็นได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย ซึ่งที่พบปัจจุบันคือเพศหญิงพบมากที่สุด การตรวจส่องกล้องจะเห็นพยาธิสภาพชัดเจน ไม่ว่าเป็นเรื่องก้อน เรื่องติ่งเนื้อ หรือ แผลเรื้อรังในลำไส้ เวลาคุณหมอส่องกล้องไปและพบพยาธิสภาพเหล่านั้น คุณหมอก็จะตัดชิ้นเนื้อและเอาไปตรวจพยาธิอีกที ถือว่าเป็นการคัดกรองที่ง่ายที่สุดและได้ผลดี
“อยากเชิญชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยงให้กล้าในการมาตรวจ การตรวจเบื้องต้นไม่ยากเลย คือการหาเม็ดเลือดแดงแฝงอยู่ในอุจาระ ถ้าพบว่าผลเป็นบวกก็จะนำผ่านกล้องอีกที ไม่ใช่ประชาชนทุกคนมาตรวจได้ต้องเป็นกลุ่มเสี่ยงจริงๆ กลุ่มเสี่ยงจะได้รับการส่องกล้องทุกราย และถ้าพบเจอในระยะเริ่มต้นแน่นอนบางรายสามารถรักษาหายขาดได้”ผอ.รพ.คลองขลุง กล่าวและว่า รพ.คลองขลุงถือเป็นโมเดลและต้นแบบ อาจจะเป็นโมเดลแรกๆของประเทศในการแชร์และใช้แพทย์รพ.จังหวัดและรพ.ต่างๆมาช่วยดำเนินการ อยากให้ประชาชนให้ความสำคัญมะเร็งเป็นสาเหตุการป่วยการตายอย่างมาก ประชาชนถ้าได้รับการรักษารวดเร็ว การรักษาก็ง่าย ค่าใช้จ่ายก็น้อย ถ้าพบระยะสุดท้ายการรักษาก็ยากและมีความซับซ้อน และเสียค่าใช้จ่ายสูง

ด้าน ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านนวัตกรรม จุฬาฯ และอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงกระบวนการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ว่า ปัจจุบันมะเร็งลำไส้ใหญ่ถือว่า เป็นมะเร็ง 1ใน 3 ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย เป้าหมายคือประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีอายุ 50-70 ปี ไม่จำเป็นต้องมีอาการ แต่มีประวัติเสี่ยงญาติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็ต้องมาทำการคัดกรองตั้งแต่อายุ 40 ปี สิ่งที่ทำต้องตรวจอุจาระว่ามีเลือดแฝงหรือไม่ เพราะประชากรที่มีอายุ 50 ปี มีอยู่ประมาณ 15 ล้านคน และมีการคัดกรองไปประมาณ 10%หรือ 1.5 ล้านคน ปัจจุบันการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทำได้หลายรพ. อาทิ รพ.ในโรงเรียนแพทย์ รพ.ศูนย์ รพ.จังหวัด รพ.อำเภอที่มีทีมแพทย์ส่องกล้อง การส่องกล้องไม่ยากเลย ปัจจุบันอุปกรณ์ทันสมัยมาก กล้องเล็กนิดเดียวไม่เจ็บ แค่ผู้ป่วยต้องเตรียมลำไส้และนัดมาส่องกล้องหลังจากมีการคัดกรองและผลเป็นบวก ค่าเฉลี่ย 100 คนเราพบว่ามีกลุ่มเสี่ยงที่เป็นมะเร็งประมาณ ร้อยละ 35 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการส่องกล้องแค่ส่องวันเดียวก็จบแล้ว หากพบว่ามีก้อนหรือติ่งเนื้อสามารถตัดติ่งเนื้อไปตรวจโดยผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ในวันนั้นเลย สำหรับคุณภาพการส่องกล้องครั้งนี้ เรามีระบบปัญญาประดิษฐ์หรือAI ที่คณะแพทย์ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้านคอมพิวเตอร์ในการช่วยแพทย์วิเคราะห์หรือหาติ่งเนื้อที่ได้รับรองตรงตามมาตรฐาน
“ ปัจจุบันจุฬาฯร่วมมือกับ รพ.รัฐบาล และสปสช. เรามีระบบปัญญาประดิษฐ์หรือAIในการช่วยแพทย์หาติ่งเนื้อ ไม่ต้องห่วงฝีมือของแพทย์ ข้อมูลทำปัญญาประดิษฐ์ของคณะแพทย์ จุฬาและคณะวิศวกรรม จุฬา ที่จะช่วยแพทย์เข้าไปตรวจติ่งเนื้อ แพทย์เห็นติ่งเนื้อ อนาคตมีการพัฒนาต่อก็อาจสามารถบ่งบอกว่าติ่งเนื้อนี้จะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่ถ้าเป็นกี่ปี เพื่อทำให้แพทย์สามารถตัดสินใจรักษาได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ตรงนี้ลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าระบบปัญญาประดิษฐ์จากต่างประเทศได้มาก เพราะระบบปัญญาประดิษฐ์ของต่างประเทศที่นำเข้าจะจำกัดกล้องของบริษัทนั้นๆจะใช้ร่วมกับอุปกรณ์ทั่วไปไม่ได้ แต่ระบบปัญญาประดิษฐ์ของจุฬาฯสามารถใช้ร่วมกับกล้องทางเดินทางอาหารลำไส้ใหญ่ทุกระบบ” ศ.นพ.รังสรรค์ กล่าว

ด้าน ศ.ดร.พีรพล เวทีกูล อาจารย์คณะวิศวะคอม จุฬาฯกล่าวเสริมว่า อ.รังสรรค์มีการทำกิจกรรมทุกปีอยู่แล้วที่รพ.คลองขลุง ปีนี้พิเศษมากทุกห้องจะมีการนำเอานวัตกรรม AI DGI ที่เป็นความร่วมมือระหว่างคณะแพทย์กับคณะวิศวะมาติดตั้งทุกห้องเลยโดยมีการระดมนำมาทั้งหมด 6 ตัว นวัตกรรมพิเศษคือเป็นระบบนำวิถีทำให้แพทย์จับติ่งเนื้อ เวลาแพทย์ส่องกล้องจะลดอัตราพลาดในการตรวจจับติ่งเนื้อและยังมีความแม่นยำที่สูงขึ้น ซึ่งระยะเวลา 2 วันเราตรวจทั้งหมด 150 คน วันแรก 90 คน วันที่สอง 60 คน ถือเป็นกิจกรรมที่ดีมาก อนาคตคาดหวังได้รับการสนับสนุนให้เข้าบัญชีนวัตกรรมจะได้เผยแพร่และกระจายไปรพ.ต่างๆ เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นแน่นอน

ด้านนางบุญทัน ยุพยงค์ อายุ 61 ปี ที่ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้และพบว่าผลเป็นบวก เล่าว่า วันนี้ตนมาทำการส่องกล้อง หลังจากที่ อสม.ได้ให้ตนตรวจคัดกรองเพราะว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้วพบว่าอุจาระมีเลือดปน ผลเป็นบวก จึงได้นัดคิวให้มาส่องกล้องเพื่อตรวจดูว่ามีติ่งเนื้ออยู่ในลำไส้ คุณหมอได้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจและนัดมาฟังผลอีกครั้งในวันที่ 7เม.ย. 69 ซึ่งคุณหมอบอกว่าอาจจะเป็นติ่งเนื้อธรรมดาก็ได้ ไม่เจ็บ และสามารถกลับบ้านได้เลย ตนอยากเชิญชวนให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหมือนตนมาตรวจกันมากๆจะได้รู้ การที่ตนมาตรวจเพราะว่าคนแถวหมู่บ้านเป็นมะเร็งกันมาก ทั้งตับ ปอด ตายไปแล้วก็หลายคน พอมีโอกาสก็เลยมาตรวจ ตนต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้โอกาสตนได้มาตรวจ เพราะอยากบอกว่าไม่เจ็บเลย ตรวจเสร็จก็กลับบ้านได้

ด้าน ลุงเดือน ตันไธสง อายุ 66 ปี เป็นคนไข้ที่ตรวจพบว่ามีผลเป็นบวก อยู่ ต.วังยาง อ.คลองขลุง ทำอาชีพเกษตรกร เล่าว่า วันนี้ตนมารอคิวตรวจเพื่อส่องกล้องลำไส้ เนื่องจากไปอสม.ที่บ้านบอกตนว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ และบอกว่าตรวจฟรีไม่เสียเงิน จึงได้ให้ตนไปตรวจคัดกรองแล้วพบว่าในอุจาระมีเลือดปนมีผลเป็นบวก จึงส่งให้ไปตรวจรพ.คลองขลุงเพื่อส่องกล้อง โดยบอกว่าก่อนจะมาตรวจส่องกล้องคุณหมอบอกให้กินอาหารอ่อนๆก่อนมาตรวจ 3 วัน ห้ามกินผลไม้หรืออาหารที่ย่อยยาก ถามว่าพอตรวจคัดกรองแล้วผลเป็นบวกก็ไม่รู้สึกตกใจหรือกังวล อยากขอบคุณหน่วยงานทุกหน่วยงานทั้งสปสช.ที่ช่วยให้ตนได้เข้าตรวจส่องกล้องทำให้มีความสะดวกสบายและยังใกล้บ้านด้วย ตนอยากชวนเพื่อนๆที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้มาคัดกรองกันมากๆ เพราะว่าสะดวกและไม่เจ็บด้วย





