24.2 C
Thailand
จันทร์, มกราคม 26, 2026
spot_img

สปสช. ชูแนวทางดูแลผู้สูงอายุ บนเวที PMAC 2026 ใช้กลไกท้องถิ่น-Care giver ดูแลถึงบ้านและชุมชน

เลขาธิการ สปสช. ร่วมเวที รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล PMAC 2026 แลกเปลี่ยนบทเรียน “เศรษฐกิจการดูแล” รับสังคมสูงอายุอาเซียน ชูแนวทางจัดบริการดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงในระดับชุมชน โดยใช้กลไกท้องถิ่น พร้อมเร่งสร้าง Care giver รายใหม่ รวมถึงส่งเสริมการทำงานของ อสม. และพยาบาลใกล้บ้าน

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ในการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (PMAC 2026) ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “เศรษฐกิจการดูแล บทเรียนจากประสบการณ์ และทิศทางในอนาคต” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือเชิงลึกเกี่ยวกับนโยบายสังคมสูงอายุ รวมถึงแนวทางการดูแลผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพในบริบทของประเทศอาเซียน โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในระยะยาว

โดยในเวทีดังกล่าวยังมีผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ อีก 3 ราย เข้าร่วมเสวนาด้วย ได้แก่ ศ.ดร.ทาเคโอะ โอกาวะ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมผู้สูงอายุจากประเทศญี่ปุ่น และประธานเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการสูงวัยอย่างมีพลังในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Active Aging Consortium in Asia Pacific: ACAP), รศ.ดร.ซินเธีย เฉิน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และ ดร.เซ็ตสึยะ ฟูกูดะ ผู้แทนจากสถาบัน National Institute of Population and Social Security Research (IPSS) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านประชากรและระบบสวัสดิการ/ประกันสังคม และมีบทบาทสนับสนุนโครงการ FISCO (โครงการความยั่งยืนทางการเงินของระบบการดูแลแบบบูรณาการสำหรับผู้สูงอายุ)

นพ.จเด็จ นำเสนอแนวทางการดูแลผู้สูงอายุ พร้อมฉายภาพให้เห็นสถานการณ์ผู้สูงอายุในไทย ว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ มีผู้สูงอายุราว 19% ของประชากร และในอนาคตอันใกล้จะเพิ่มเป็น 32% ส่งผลให้ต้นทุนด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทรัพยากรในการดูแลผู้สูงอายุมีค่อนข้างจำกัด

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลชี้ชัดว่า เมื่อประชากรเข้าสู่วัยชรา มีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงภายในเวลาประมาณ 6.9 ปี และหากนำคนกลุ่มนี้เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในทั้งหมด ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันทั่วประเทศมีผู้สูงวัยติดเตียงราว 400,000-500,000 คนต่อปี เมื่อดูบทเรียนจากหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น พบว่าหากนำผู้สูงอายุเข้าสู่ระบบการรักษามากเกินไป โดยไม่สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ไทยอาจต้องเผชิญกับภาระทางสุขภาพที่หนักอึ้ง งานวิจัยชี้ว่ามีประชากรราว 1% ที่เข้าสู่ภาวะพึ่งพิงรายใหม่ในทุกๆปี และมากกว่าครึ่งหนึ่งเข้าถึงบริการดูแลที่บ้านและในชุมชน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการจัดบริการด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นให้ผู้สูงอายุสามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ โดย “เปลี่ยนจากการนอนติดเตียง เป็นอยู่ติดบ้าน และจากติดบ้าน มาเป็นมีส่วนร่วมทางสังคม”

“นั่นเป็นเหตุผลที่เราพยายามจัดบริการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงบนฐานของการดูแลในชุมชนและที่บ้าน เราต้องมีบุคลากรดูแลผู้สูงอายุที่เพียงพอ จึงส่งเสริมการสร้างผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Care giver) และผู้จัดการแผนการดูแล (Care manager) รายใหม่ ตอนนี้ระบบสาธารณสุขของเรามีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) มากกว่าหนึ่งล้านคนที่สามารถเป็นผู้ดูแล และพยาบาลอีกจำนวนมากที่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแผนการดูแลผู้สูงอายุได้” นพ.จเด็จ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมเพื่อยกระดับและพัฒนาผู้ดูแล(Care giver) ให้เป็น ‘วิชาชีพ’ ไม่ใช่แค่เพียงงานอาสาสมัคร เพื่อรักษาคนเหล่านี้ไว้ในระบบ โดยมีการจัดอบรมหลายระดับ ตั้งแต่ระยะสั้น 10 ชั่วโมง ไปจนถึงระยะยาวมากกว่า 220 ชั่วโมง พร้อมทั้งมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลระยะยาว โดยที่่ผ่านมามีการจัดงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำโครงการร่วมกับชุมชนด้วย

“ในอนาคต การดูแลผู้สูงอายุในบ้านจะเป็นมาตรฐานสากลที่ใครๆทำกัน คำถามคือเราจะจัดหาเงินทุนเลี้ยงระบบดูแลผู้สูงอายุลักษณะนี้ได้อย่างไร เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา เราจะจัดการอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้ระบบนี้มีคุณภาพ มีความต่อเนื่อง และมีความเป็นไปได้ในการทำงานในระยะยาว” นพ.จเด็จ กล่าวทิ้งท้าย

///////////////////

บทความที่เกี่ยวข้อง
- Advertisment -spot_img

บทความยอดนิยม

- Advertisment -spot_img

ความคิดเห็นล่าสุด

- Advertisment -spot_img