
เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 นพ.ชุติเดช ตาบ-องครักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) นางสุวรรณี ศรีปราชญ์ ผู้อำนวยการกลุ่ม สปสช.เขต4 สระบุรี พร้อมด้วย นายจักรินทร์ ฆ้องวงษ์ ผู้จัดการ สปสช.เขต 4 สระบุรี ลงพื้นที่เยี่ยมชมรพ.พระนครศรีอยุธยา ที่พัฒนาศักยภาพ จากโรงพยาบาลระดับ ตติยภูมิ สู่ความเป็น excellent center ครอบคลุม”ผู้มีสิทธิบัตรทองรักษาโรคที่ซับซ้อน โรคที่ต้องผ่าตัด และโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่ต้องใช้เทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงแบบไร้รอยต่อ” ตั้งแต่การคัดกรองในชุมชน การวินิจฉัยที่รวดเร็ว การรักษาด้วยมาตรฐานสูง ไปจนถึงการดูแลแบบประคับประคองที่บ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลที่ดีที่สุด ณ ทุกช่วงเวลาของชีวิต มีนพ.ชวนนท์ อิ่มอาบ นายแพทย์ สสจ.พระนครศรีอยุธยา พญ.ดวงพร อัศวราชันย์ ผู้อำนวยการ รพ.พระนครศรีอยุธยา และคณะให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลการดำเนินงานรวมถึงพาเยี่ยมชมการจัดบริการ ศูนย์เวชปฏิบัติครอบครัว ที่ให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่ได้รับบริการโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงใน รพ. / ผู้ป่วย ICU /ผู้ป่วย มะเร็ง ตามนโยบายโรคมะเร็งรักษาทุกที่ ตลอดจนการดูแลระยะยาวที่บ้าน
นพ.ชวนนท์ นายแพทย์ สสจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า เราดูแลโรงพยาบาลที่เป็นหน่วยบริการในจังหวัด ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข มุ่งเน้นการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีคุณภาพมาตราฐานที่ดี ตั้งแต่การส่งเสริมป้องกัน รักษา ฟื้นฟู โรคต่างๆ เช่น โรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ รวมถึงโรคมะเร็ง ซึ่งรพ.พระนครศรีอยุธยาเป็นโรงพยาบาลใหญ่ที่ต้องการยกระดับให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศ รักษาครบวงจรจบในที่เดียว
“เราดูเรื่องตัวชี้วัดต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าถึงบริการ การคัดกรอง การรักษาพยาบาล และความรวดเร็วในการรักษา เช่น คิวในการผ่าตัด หรือการทำรังสีรักษา ต้องขอขอบคุณ สปสช.ที่เห็นความสำคัญสนับสนุนรวมกับ รพ.ในการดูแลผู้ป่วย” นพ.สสจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าว
ด้าน พญ.ดวงพร อัศวราชันย์ ผู้อำนวยการ รพ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวเสริมว่า รพ.พระนครศรีอยุธยา เป็น รพ.ระดับตติยภูมิ มีความเป็นเลิศในการมีทีมงานดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคมีความซับซ้อนหลายโรค ซึ่งสามารถดูแลครบวงจรตั้งแต่การคัดกรอง การผ่าตัดรักษา การให้เคมีบำบัด จนถึงการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือประคับประคอง ความเป็นเลิศของรพ.พระนครศรีอยุธยา มีแพทย์เฉพาะทางหลายสาขาด้านรักษามะเร็งถึง 3 ท่าน ทำให้สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเดินทางไป กรุงเทพฯ ถือว่าเป็นการช่วยผู้ป่วยมะเร็งได้มากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปกรุงเทพฯ ยังเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิต อย่างไรก็ตามผู้ป่วยมะเร็งหรือโรคที่มีความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายสูง ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน
ผอ.รพ.พระนครศรีอยุธยา ยอมรับว่า การดูแลผู้ป่วยมะเร็งหรือที่มีความซับซ้อนหลายโรคในแต่ละเคสมี ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก ซึ่งทางรพ.ได้รับงบสนับสนุนจาก สปสช.ในการช่วยเหลือผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง ที่ต้องการให้ผู้ป่วยที่มารักษาได้กลับคืนสู่บ้านครอบครัวมีความสุข นอกจากนี้ยังเสนอแนะว่าถ้าเราสามารถทำในรูปเครือข่าย หรือโรงพยาบาลชุมชนมีแพทย์พยาบาลเฉพาะทาง จัดกิจกรรมให้แพทย์พยาบาลลงไปดูแลแบบใกล้บ้านจะดีมาก หรืออาจสนับสนุนค่าเดินทางให้กับผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วย การที่รพ.พระนครศรีอยุธยามีศักยภาพด้าน excellent center ก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายแฝงส่วนนี้ได้มาก
” ผู้ป่วยที่มีหลายโรค โรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน มะเร็ง เรามีแพทย์เฉพาะทางเข้าดูแลด้านร่างกายและจิตใจให้พร้อมถึงจะเริ่มให้เคมีบำบัด พยาบาลของเราได้รับการฝึกฝนอย่างดี ค่อยสังเกตุว่าผู้ป่วยมีภาวะซึมเศร้าหรือไม่ ถ้ามีก็จะมีจิตแพทย์ดูแลอย่างดีแบบครบวงจร รวมถึงการคัดกรองหากพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ ระยะเริ่มต้นระยะที่ 1 เราผ่าตัดโอกาสหายขาดมีมาก ไม่ต้องให้เคมี ขอขอบคุณสปสช.ที่สนับสนุนงบทุกโครงการให้รพ.” ผอ.รพ.พระนครศรีอยุธยา กล่าว
ด้าน นพ.ชุติเดช ตาบ-องครักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า ขอชื่นชมรพ.พระนครศรีอยุธยา ที่พัฒนาศักยภาพ จากโรงพยาบาลระดับ ตติยภูมิ สู่ความเป็น excellent center ครอบคลุม”ผู้มีสิทธิบัตรทองรักษาโรคที่ซับซ้อน โรคที่ต้องผ่าตัด และโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงโรคกลุ่มมะเร็งวิธีรักษาหลากหลายมาก ทั้งผ่าตัด เช่น มะเร็งลำไส้ หรือทวารหนัก มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก สปสช.ดูแลเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการ ไการม่วาจะเป็นการให้เคมีบำบัด รังสีรักษาซึ่ง ค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงมากเป็นหลักแสนบาทขึ้นไป รวมถึงโรคอื่นเช่น โรคหัวใจ ไตวายเรื้อรัง การฟอกไต หรือสโตกที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง โรคพวกนี้สปสช.ได้กำหนดเป็นสิทธิพื้นฐานให้กับประชาชน

ช่วงบ่ายคณะลงเยี่ยมบ้านนางกัญญา เงินแถบ อายุ 56 ปี ที่ใช้สิทธิบัตรทองซึ่งป่วยเป็นหลายโรคที่ความซับซ้อนและเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง รักษาที่รพ.พระนครศรีอยุธยาจนมีอาการดีขึ้นและกลับมารักษาตัวที่บ้าน เล่าว่า ตนเป็นหลายโรค ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมัน อัมพฤกษ์ อัมพาท ปัจจุบันแขนซ้ายพิการ ใช้งานไม่ได้ และยังเป็นโรคไตระยะ3โดยทำการฟอกไต รักษามาตั้งแต่ปี 2566 จนเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2568 น้ำท่วมปอดเข้าโรงพยาบาล พบเป็นไข้เลือดออก ล่าสุดหมอตรวจเจอว่าเป็นมะเร็งลำไส้อีก ซึ่งถ้าให้ตนจ่ายค่ารักษาเองก็ไม่รู้ว่าหมดเงินไปเท่าไรคิดว่าน่าจะเป็นหลักล้านบาท โชคดีที่มีบัตรทอง 30 บาทที่เข้ามาช่วยไม่เช่นนั้นตนคงเสียชีวิตไปนานแล้ว ขอขอบคุณบัตรทอง30 บาทที่ช่วยให้ตนมีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้ ไปฟอกไตก็ไม่เสียเงิน มีค่าเดินทางไปกลับที่ต้องเสียวันละ 200 บาทเท่านั้น ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากเพราะหมอรักษาดีมาก ทุกวันนี้ก็มีความสุขอยู่บ้านเล็กๆ ถือว่าโชคดีมากที่พบไว เหมือนถูกหวยยิ่งกว่ารางวัลที่ 1 อีก โชคดีมี 30บาทรักษาทุกโรคที่เข้ามาช่วยคนระดับรากหญ้า คนยากจนให้มีชีวิตต่อ



