เลขาธิการ สปสช. ขอประชาชนอย่าวิตก “โควต้า คลินิกนวัตกรรม ”ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ขณะนี้เป็นเรื่องของการทดสอบระบบ ประชาชนสามารถจองคิว หรือวอล์คอิน ได้ที่คลินิกหรือร้านยา
เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. พร้อมด้วยนพ.นพรัตน์ พันธุเศรษฐ์ ผอ.สปสช.เขต8 อุดรธานี และคณะ ลงพื้นที่เยี่ยม ร้านยาเอ็กซ์ต้า พลัส สาขาหน้าพระธาตุพนม จ. นครพนม ที่มี เภสัชกรหญิง ศิริขวัญ คูณพูล เภสัชกรประจำร้าน ให้ข้อมูล และเป็นหนึ่งใน หน่วยบริการนวัตกรรม (ร้านยาคุณภาพ) ภายใต้ โครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” ซึ่งให้บริการตามสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) เพื่อรับฟังและติดตามการให้บริการ
หลังจากที่ สปสช.มีการปรับการให้บริการรูปแบบใหม่ ผู้ที่มาใช้สิทธิต้องลงทะเบียน รับระบบโควตา การจองสิทธิหรือคิวล่วงหน้าผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อรับคิวอาร์โค้ด และสแกนใบหน้า ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ในเวลา 06.00 น.เป็นต้นไป ซึ่งพบว่าสิทธิเต็มอย่างรวดเร็วภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะร้านยาคุณภาพ คลินิกเวชกรรม และคลินิกทันตกรรม จนเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สปสช.มีการปรับระบบการปล่อยโควตาเป็น 2 ช่วงเวลา คือ เช้า และ เย็น (เวลา 06.00 น. กับ เวลา 17.00 น.) พบว่าประชาชนที่มารับบริการร้านยาแห่งนี้ เริ่มคุ้นชินกับระบบแล้ว
เภสัชกรหญิง ศิริขวัญ คูณพูล เภสัชกรประจำร้าน กล่าวว่า หลังสปสช.ได้ปรับระบบใหม่ คนที่วอล์คอิน ส่วนมากจะ มีปัญหา โควตาเต็ม ผู้สูงอายุมีประเด็นสแกนใบหน้าไม่ผ่าน จากปกติมีผู้มาใช้ บริการ 12-20 คนต่อวันแต่เมื่อเปลี่ยนระบบมาลดเหลือประมาณ10คนต่อวัน ยิ่งมีการจำกัดสิทธิด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เพราะที่ร้านเปิดบริการเวลา 08.00 น. แต่สิทธิเริ่มเปิดเวลา 06.00 น.พอประมาณ 09.00 น.สิทธิก็เริ่มเต็มแล้ว
“จากวันแรก(12ม.ค.69) ก็ยังมีผู้ใช้บริการประมาณ 19 เคส วันที่ 13 ม.ค.69 มีใช้บริการ 7เคส วันที่ 14มค.69 เหลือ 2 เคสที่ให้เพียงรอบเดียวผู้มาใช้บริการไม่สามารถใช้ได้เพราะสิทธิเต็ม แต่เมื่อวาน(15 ม.ค.69) เพิ่มเป็น 2 รอบก็จะได้รอบตอนเย็น(17.00 น.)ได้ประมาณ4 เคส คือ เช้า 2 เคส เย็น2 เคส คนที่ได้มาใช้บริการ บางคนที่เคยใช้ก็จะบ่นว่าทำไมถึงเปลี่ยนระบบ เพราะระบบเก่าดีอยู่แล้ว หรือเป็นเคสเด็กที่ต้องผูกบัตรกับพ่อแม่เขาก็ไม่สามารถใช้บริการได้ เพราะถ้าพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วย แต่อยู่กับตาหรือยาย อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการก็เข้าใจ ถ้าเป็นเคสใหม่ๆ” ภญ.ศิริขวัญ กล่าว
ด้าน นพ.จเด็จ กล่าวภายหลัง รับฟังขัอเสนอแนะจากร้านยาฯ ว่า การทำระบบใหม่นี้ก็เพื่อป้องกันข้อครหาที่ว่า มีการใช้ยาเกินความจำเป็น หรือเบิกเกิน ได้รับฟังข้อมูล เภสัชกรพบว่า ผู้ใช้บริการเริ่มคุ้นชินกับระบบสแกนใบหน้า และการจองสิทธิ์ผ่าน LINE OFFICIAL โดยมีผู้มาใช้บริการที่ร้านยาแห่งนี้ประมาณวันละ 10 กว่าราย เป็นการ ยืนยันว่า ช่วงนี้เป็นการทดสอบระบบของการยืนยันตัวตนและโควตาซึ่งอาจมีปัญหาอุปสรรคบ้างแต่จะเป็นการดีกับประชาชนที่มั่นใจว่าไม่มีใครมาแอบอ้างสิทธิ์ของตนเอง ว่าร้านยาให้บริการถูกต้อง สปสช. ก็จะปลอดข้อครหาว่าใช้งบเกินจำเป็น
เลขาธิการ สปสช. ย้ำว่า ไม่อยากให้ ประชาชน วิตกกังวลกับเรื่องโควตา เพราะ 44,000 คิว ต่อสัปดาห์เป็นตัวเลขที่ตั้งจากการ ตอบรับของคลินิก นวัตกรรม ทั่วประเทศ เพียง 30% ยังไม่เต็ม 100% เป็นการปรับระบบเพื่อประมวลผล ยังไม่ใช่สถานการณ์จริงที่จะเกิดในอนาคต
การนำร่องระบบเป็นปกติต้องทดสอบในระยะเวลาหนึ่ง ระบบจะประมวลผลถึงระยะเวลาการจองคิวการเดินทางถึงร้านยา และต้องมีการปรับอีกหลายขั้นตอน ล่าสุด สปสช. ได้ปรับการปล่อยโควตารายสัปดาห์แล้ว
“หน่วยบริการนวัตกรรมรูปแบบใหม่ที่ร้านยา หรือ คลินิกที่เข้าร่วม 30 บาทรักษาทุกที่” เป็น 2 ช่วงเวลา กล่าวคือ 06.00 น. และ 17.00 น.ตั้งแต่ 15 ม.ค.นี้ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่สะดวกมาใช้บริการช่วงเย็น หลังพบมีความต้องการสูงในบริการบางประเภท ส่วนคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ให้หน่วยบริการจองคิวล่วงหน้าแทนได้
ในช่วงบ่าย ลงพื้นที่เทศบาลตำบลน้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อติดตามผลการดำเนินโครงการ “CG กระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้ป่วยติดบ้าน-ติดเตียง” ซึ่งเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาระบบดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการพัฒนาการ การปฏิบัติงานของ Care Giver ในพื้นที่จังหวัดนครพนม
ดร. ศิริลักษณ์ ใจช่วง รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม กล่าวว่า จ.นครพนม มีพื้นฐานคุณภาพชีวิตที่เข้มแข็งจากภาคเกษตรกรรมและวัฒนธรรมชุมชน อย่างไรก็ตาม โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้การพัฒนาระบบดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงเป็นภารกิจสำคัญ ปัจจุบัน เทศบาลตำบลน้ำก่ำสามารถผลิต Care Giver ได้จำนวน 33 คน มากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ตำบลละ 2 คน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย 206 คนทั้งจังหวัด แม้จำนวน Care Giver ในปีนี้จะยังไม่ถึงเป้าหมายทั้งหมด แต่ทุกภาคส่วนให้คำมั่นว่าจะเร่งขับเคลื่อนอย่างเต็มที่
ด้านนายภิศักดิ์สัน เสโนฤทธิ์ นายกเทศมนตรีตำบลน้ำก่ำ กล่าวว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจ้างงาน สำหรับCare Giver (CG) ช่วยยกระดับการดูแลผู้ป่วยในชุมชนอย่างแท้จริง โดยสามารถติดตามดูแลผู้ป่วยติดบ้านและติดเตียงได้อย่างทั่วถึง ปัจจุบันตำบลน้ำก่ำมีผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงทั้งหมด 168 คน และมีผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของ Care Giver ทุกราย พบว่าญาติผู้ป่วยมีความไว้วางใจให้ Care Giver ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวมากขึ้น โดย Care Giver จำนวน 1 คน สามารถดูแลผู้ป่วยได้ถึง 4 คน ตามความรู้และทักษะที่ผ่านการอบรม และในอนาคตจะมีการเพิ่มจำนวน Care Giver เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสปสช. กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง มักเป็นภาระของญาติพี่น้อง ซึ่งบางรายต้องลางานหรือถึงขั้นลาออกจากงานประจำ แต่เมื่อมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการจ้าง Care Giver ทำให้เกิดการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ และช่วยลดภาระของครอบครัวได้อย่างมาก ในระยะแรก สปสช.ได้นำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มาอบรมเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาเป็น Care Giver ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและดูแลเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าสำหรับโครงการ CG กระตุ้นเศรษฐกิจฯ ต้องอาศัย 3 ภาคส่วนหลัก คือ 1.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทำหน้าที่อบรมการดูแลผู้ป่วยขั้นต่ำ 70 ชั่วโมงผ่านออนไลน์ 2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยนายกเทศมนตรีตำบลน้ำก่ำ จัดสรรงบร่วมกับสปสช. และ3. พยาบาลจากรพ.สต.ทำหน้าที่เป็น Care Manager(CM)วางแผนการดูแลหรือCare PlanและกำกับการทำงานของCG จึงเป็นกลไกสำคัญเชื่อมโยงกัน เชื่อว่าโครงการนี้จะมีการขับเคลื่อนต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนต่อไปอีกด้วย

จากนั้นได้ลงเยี่ยมบ้านนายไฟต้า สุทธิสาร อายุ 58 ปี ป่วยเป็นสโตก จากป่วยติดเตียงปัจจุบัน เริ่มเดินได้ โดยมีนางอรุณี เมตุลา อายุ 56 ปี CGเทศบาลตำบลน้ำก่ำ ดูแลจนอาการนายไฟต้าดีขึ้นมาก ซึ่งจากเดิมเป็นอสม.ซึ่งเคยดูแลผู้ป่วยมีภาวะพึ่งพิงมาแล้วแต่มีปัญหาทำธุรกิจส่วนตัวและได้ลาออกจากอสม.ประมาณ 7 ปี และกลับมาอยู่บ้านพอดีมีโครงการCGกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเข้าร่วมอีกครั้ง
โดยนางอรุณี เล่าว่า เมื่อก่อนตนเป็นอสม.อบรมดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมาก่อน ประกอบกับลูกชายเชียร์ให้ทำอีกเพราะทำแล้วได้บุญแถมมีเงินอีกด้วย ตนเลยมา เดิมตนดูผู้ป่วยผู้สูงอายุด้วยใจอยู่แล้ว และยังมีพ่อแม่ดูแลด้วย ซึ่งกรณีของนายไฟต้าที่ตนดูแลเดิมเดินไม่ได้มาทำกายภาพ พูดคุย ให้กำลังใจถือเป็นสิ่งสำคัญก็เริ่มกลับมาเดินได้



